เตะบอลแล้วเจ็บลึกๆ ที่ "หัวหน่าว" พักก็หาย กลับมาเตะก็เจ็บใหม่... ฝันร้ายของนักบอลที่เรียกว่า "ข้อต่อหัวหน่าวอักเสบ"
เตะบอลแล้วเจ็บลึกๆ ที่ "หัวหน่าว" พักก็หาย กลับมาเตะก็เจ็บใหม่... ฝันร้ายของนักบอลที่เรียกว่า "ข้อต่อหัวหน่าวอักเสบ"
"หมอครับ... ผมยิงประตูไม่ได้เลย พอง้างเท้าจะยิงเต็มข้อ มันจะเจ็บแปร๊บขึ้นมาตรงกลางท้องน้อย"
นักฟุตบอลหนุ่มวัย 25 ปี ระดับเดินสายล่ารางวัล เดินเข้ามาปรึกษาหมอด้วยสีหน้าเครียดจัด
เขาเล่าว่า อาการนี้เป็นๆ หายๆ มาเกือบครึ่งปีแล้วครับ ตอนแรกนึกว่าแค่ "ขาหนีบตึง" หรือกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา ไปนวดคลายเส้นก็ดีขึ้น พักสักอาทิตย์ก็หายเจ็บ
แต่พอกลับลงสนาม จังหวะที่ต้องสปีดไปเอาบอล หรือจังหวะ "สับไกยิง" แรงๆ อาการปวดมันจะกลับมาเล่นงานที่จุดเดิม คือตรง "กึ่งกลางหัวหน่าว" ปวดร้าวลงไปที่ขาหนีบ บางทีปวดลึกๆ จนแทบก้าวขาไม่ออก
ที่หนักกว่านั้นคือ ช่วงหลังๆ แค่จะลุกจากเตียง หรือ "ไอ/จาม" แรงๆ ก็ยังสะเทือนเจ็บไปถึงจุดนั้น
น้องเขากลัวว่าจะเป็นไส้เลื่อน หรือกลัวว่าจะต้องแขวนสตั๊ดทั้งที่อายุยังน้อย
วันนี้หมอเก่งจะพาคอบอลและนักกีฬาทุกท่าน มารู้จักกับโรค "Osteitis Pubis" หรือ "ข้อต่อกระดูกหัวหน่าวอักเสบ" โรคไม้เบื่อไม้เมาของนักฟุตบอล ที่ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี อาจต้องพักยาวเป็นปีครับ
ข้อต่อหัวหน่าว (Pubic Symphysis) คือตรงไหน?
ลองเอามือคลำที่ท้องน้อย ตรงจุดต่ำสุดที่เป็นกระดูกแข็งๆ ตรงกลางร่างกาย (เหนืออวัยวะเพศ) นั่นแหละครับคือ "กระดูกหัวหน่าว"
กระดูกเชิงกรานของเราซ้ายและขวา จะมาเชื่อมกันตรงจุดนี้ โดยมีแผ่นกระดูกอ่อนบางๆ คั่นกลาง เหมือนเป็นกันชน เพื่อให้เชิงกรานขยับตัวได้นิดหน่อยเวลาเราวิ่งหรือเดิน
ทำไม "นักฟุตบอล" ถึงเป็นโรคนี้กันเยอะ?
สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากการกระแทกโดยตรงครับ แต่เกิดจาก "ศึกชักเย่อ" ของกล้ามเนื้อครับ
ลองจินตนาการภาพนะครับ จุดตรงหัวหน่าวนี้ เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อชุดใหญ่ 2 ชุด:
1. ด้านบน: กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Abs) ดึงรั้งขึ้นข้างบน
2. ด้านล่าง: กล้ามเนื้อหุบขา (Adductor muscles) ดึงรั้งลงข้างล่าง
ในนักฟุตบอล เราใช้ขาหนักมาก กล้ามเนื้อขาหนีบจะแข็งแรง (และตึงมาก) ในขณะที่บางคนกล้ามเนื้อหน้าท้องอาจจะไม่แข็งแรงเท่า
เวลาเรา "ง้างเท้ายิงบอล" หรือ "วิ่งเปลี่ยนทิศทาง" แรงมหาศาลจะเกิดขึ้นที่จุดกึ่งกลางนี้ ถ้าแรงดึงมันไม่สมดุลกัน นานวันเข้า ข้อต่อตรงกลางก็จะเกิดการขยับตัว เสียดสี และอักเสบเรื้อรัง จนกระดูกเริ่มกร่อนหรือบวมน้ำครับ
อาการแบบไหน? ที่บอกว่าคุณอาจโดนโรคนี้เข้าแล้ว
ลองเช็คดูนะครับ ถ้ามีอาการเหล่านี้ ต้องระวัง:
1. ปวดตรงกลาง: เจ็บที่ปุ่มกระดูกหัวหน่าว กดแล้วเจ็บมาก (Tenderness) ไม่ใช่แค่เจ็บที่กล้ามเนื้อขาหนีบ
2. เจ็บท่าเฉพาะ: จะเจ็บมากเวลา
• เตะบอลเต็มข้อ (Kicking)
• วิ่งซิกแซก หรือเปลี่ยนทิศทางเร็วๆ (Cutting)
• ซิตอัพ (Sit-up) หรือเกร็งหน้าท้อง
3. เจ็บตอนเพิ่มแรงดัน: บางคนแค่ไอ จาม หรือเบ่งถ่ายอุจจาระ ก็จะรู้สึกเจ็บหน่วงๆ ที่หัวหน่าว
4. วอร์มแล้วดีขึ้น แต่หลังเล่นเจ็บหนัก: ช่วงแรกๆ วิ่งไปสักพักจะหายเจ็บ แต่พอเล่นจบ หรือตื่นเช้ามาอีกวัน จะระบมจนเดินลำบาก
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย
โรคนี้วินิจฉัยไม่ง่ายครับ เพราะอาการคล้ายกับ "ไส้เลื่อน" หรือ "กล้ามเนื้อฉีก" หมอจึงต้องตรวจละเอียด:
1. ตรวจร่างกาย
หมอจะทำ "Squeeze Test" คือให้คนไข้นอนหงาย ชันเข่า แล้วหมอจะเอากำปั้นสอดระหว่างเข่า ให้คนไข้พยายามหนีบขาเข้าหากัน ถ้าเจ็บจี๊ดที่หัวหน่าว... ก็มีโอกาสใช่สูงครับ
2. เอกซเรย์ (X-ray)
เรามักจะถ่ายท่านกกระยาง (Flamingo view) คือให้ยืนขาเดียวสลับข้าง เพื่อดูว่ากระดูกเชิงกรานมันขยับตัวผิดปกติไหม หรือดูรอยกร่อนของกระดูก
3. เอ็มอาร์ไอ (MRI)
อันนี้ชัดเจนที่สุดครับ จะเห็น "Bone Marrow Edema" หรือภาวะกระดูกบวมน้ำ สีขาวจั๊วะในฟิล์ม ซึ่งยืนยันได้เลยว่ามีการอักเสบที่ข้อต่อนี้จริง
แนวทางการรักษา: ต้องผ่าตัดไหม? จะกลับมาเตะบอลได้เมื่อไหร่?
ข่าวร้ายสำหรับสายลุยคือ โรคนี้ "ใช้เวลารักษานาน" ครับ (เฉลี่ย 3-6 เดือน) ความอดทนคือสิ่งสำคัญที่สุด
1. ระยะพัก (Rest - แต่ต้อง Active Rest)
สำคัญที่สุด! ต้อง "หยุดเตะบอล" หยุดวิ่ง ห้ามฝืนเล่นเด็ดขาด เพราะยิ่งเล่น ยิ่งอักเสบ ยิ่งหายช้า
แต่ไม่ใช่ให้นอนเฉยๆ นะครับ สามารถปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ เพื่อคงความฟิตได้
2. ยาและการลดอักเสบ
หมอจะให้ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) และประคบน้ำแข็งในช่วงที่มีอาการปวดเฉียบพลัน
**3. กายภาพบำบัด (Rehabilitation) หัวใจของการรักษา **
เมื่อหายเจ็บเฉียบพลัน เราต้องมาแก้ที่ต้นเหตุ คือ "ความสมดุลของกล้ามเนื้อ" (Muscle Balance)
• ยืดเหยียดกล้ามเนื้อขาหนีบที่ตึงเปรี๊ยะ (Stretching)
• สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Stability) เพื่อช่วยพยุงเชิงกรานไม่ให้บิดตัว
4. การฉีดยา (Injection)
ในรายที่เป็นเรื้อรัง หมออาจพิจารณาฉีด สเตียรอยด์ เข้าข้อต่อ (ต้องระวังมาก ไม่ฉีดบ่อย) หรือปัจจุบันนิยมฉีด PRP (เกล็ดเลือดเข้มข้น) ของตัวคนไข้เอง เข้าไปช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ซึ่งได้ผลดีในนักกีฬาครับ
5. การผ่าตัด (Surgery)
เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ เมื่อรักษาทุกวิธีแล้วไม่หายเกิน 6-12 เดือน หมออาจจะผ่าตัดเพื่อเชื่อมข้อต่อหรือขูดหินปูนออก แต่พบได้น้อยมากครับ
บทส่งท้าย: คำแนะนำจากหมอเก่ง
"ใจร้อน... พักยาว" คือคำนิยามของโรคนี้ครับ
นักบอลส่วนใหญ่มักจะใจร้อน พอพัก 2 อาทิตย์ อาการดีขึ้น ก็รีบกลับไปลงทีมทันที ผลคือกลับมาเจ็บซ้ำ และคราวนี้จะเป็นหนักกว่าเดิมและรักษายากขึ้น
ถ้าคุณเริ่มมีอาการเจ็บที่หัวหน่าว หมอขอแนะนำให้ "หยุดพักทันที" ครับ อย่าฝืนกินยาแก้ปวดแล้วลงแข่ง
ให้ความสำคัญกับการ "วอร์มอัพ" และ "ยืดเหยียดกล้ามเนื้อขาหนีบ" (Groin stretch) ให้มากๆ รวมถึงการฝึก Core Body ให้แข็งแกร่ง นี่คือวัคซีนป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุด
ยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อรักษาร่างกายให้สมบูรณ์ ดีกว่าต้องแขวนสตั๊ดก่อนวัยอันควรนะครับ เป็นกำลังใจให้นักสู้ในสนามทุกท่านครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
#เจ็บหัวหน่าว #ปวดขาหนีบ #OsteitisPubis #นักฟุตบอล #เจ็บท้องน้อย #ปวดขาหนีบเรื้อรัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #บาดเจ็บกีฬา #PRP #กายภาพบำบัด

Comments
Post a Comment